ทำไมพริกถึงเผ็ด ?

ทำไมพริกถึงเผ็ด ?

ทำไมพริกถึงเผ็ด
ทำไมพริกถึงเผ็ด

ในบรรดารสชาติอาหารนั้น “เผ็ด” เป็นอาหารที่ถูกปากของคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งต้นกำเนิดของความเผ็ดในเมนูนั้นมาจากพืชสีสวยที่รู้จักกันดีในชื่อ “พริก” แต่เอ๊ะ … พวกเราทุกคนที่กินพริกทุกวันคุณสงสัยหรือไม่ว่ามีอะไรอยู่ในพริกที่ทำให้ มันเผ็ดมาก?

วิทยาศาสตร์มีคำตอบ รสเผ็ดในพริกมาจากกรดชนิดหนึ่งที่เรียกว่าแคปไซซิน (capsaicin) สารแคปไซซินนี้ซ่อนอยู่ในผิวหนังของผักพริก ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องเพิ่มพริกลงในอาหารของเรา

ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นอาหารเม็ด แต่จริงๆแล้วไม่มีสารแคปไซซินอยู่ในอาหารเม็ด ดังนั้นเราจึงรู้สึกถึงเมล็ดข้าวเมื่อได้รับ Give food ที่เต็มไปด้วยพริกเนื่องจากสารแคปไซซินที่มีอยู่ในเนื้อของพริกนั้นไม่ใช่เม็ดพริกซึ่งแต่ละเม็ดมีสารแคปไซซิน

Among the flavors of food, “spicy” is a favorite dish of most Thai people, whose origins of spicy on the menu come from a beautiful colored plant known as “chili”. But eh … all of us at Eat Chili Every Day Are you wondering what’s in the chili that makes it so spicy?

Science has answers The spicy flavor in chili comes from a type of acid called capsaicin. This substance is hidden in the skin of chili vegetables. For this reason, we have to add chili to our diet.

Which many people may misunderstand that it is food pellets But there is actually no capsaicin in the diet. So we felt the grain when we got the chili-rich Give food because the capsaicin contained in the chili’s meat is not the chili pellets, each of which contains capsaicin.

ทำไมพริกถึงเผ็ด ?

เข้าsuperslot ทางเข้าpg

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

สสาร

สสาร

สสาร

สสาร

สสารหมายถึงสิ่งที่มีมวลและปริมาตรในพื้นที่ว่าง

โดยที่เราสามารถรับรู้เนื้อหาของประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรา ดังนั้นสสารคือทุกสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เราหายใจน้ำที่เราดื่มบ้านที่เราอาศัยอยู่รวมทั้งไปที่ต้นไม้และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ

รวมทั้งร่างกายของเราเองโดยสสารที่ได้รับการศึกษาหรือวิจัยทางวิทยาศาสตร์จนทราบคุณสมบัติและองค์ประกอบที่แน่นอนจะเรียกว่า “สาร”.

สสารทั้งสี่ของธรรมชาติ

1. ของแข็ง: สถานะของสสารที่มีรูปร่างและปริมาตรที่แน่นอน จากการจัดเรียงของอนุภาคองค์ประกอบภายในเป็นระเบียบและใกล้กันความหนาแน่นสูงและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค

แม้ว่าจะมีช่องว่างเล็กน้อยระหว่างอนุภาคของสสารของแข็งทำให้อนุภาคสั่นเล็กน้อย แต่อนุภาคไม่สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้เหมือนสสารในสถานะอื่น

ดังนั้นสสารโซลิดสเตตสามารถทนต่อการเปลี่ยนรูปและการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาตรได้มากเช่นเหล็กอลูมิเนียมและทองแดง

2. ของเหลว: สถานะของสสารที่มีปริมาตรคงที่ แต่สามารถเปลี่ยนรูปร่างได้ตามภาชนะที่ใช้เนื่องจากมีอนุภาคของธาตุที่อยู่ห่างกันเล็กน้อยเป็นผลให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคไม่สูงเท่ากับของของแข็ง

อนุภาคของเหลวจึงเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ ได้ในระยะใกล้ ๆ เช่นน้ำแอลกอฮอล์และน้ำมัน

3. ก๊าซ: สถานะของสสารที่มีรูปร่างและปริมาตรไม่แน่นอน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามภาชนะที่ใช้เนื่องจากมีอนุภาคที่เรียงตัวห่างกันมากส่งผลให้ความหนาแน่นและแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคต่ำก๊าซจึงเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วในทุกทิศทาง

สามารถแพร่กระจายในภาชนะเต็มรูปแบบและสามารถเปลี่ยนรูปร่างและปริมาตรจากการบีบอัดได้ง่ายเช่นอากาศออกซิเจนไฮโดรเจนคาร์บอนไดออกไซด์ แก๊สหุงต้มและไอน้ำเป็นต้น

4. พลาสม่า: สถานะของสสารที่เกิดจากการได้รับพลังงานมหาศาลจนกว่าอิเล็กตรอนจะถูกปลดปล่อยออกจากอะตอม การก่อตัวของโปรตอนคลาวด์นิวตรอนและอิเล็กตรอนการเคลื่อนที่อย่างอิสระพันธะระหว่างอะตอมและโมเลกุลมีน้อยมาก

พลาสมาอยู่ใกล้สถานะก๊าซมากกว่าสถานะอื่น แต่การเคลื่อนย้ายโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายนี้พวกมันมีพฤติกรรมและคุณสมบัติที่แตกต่างจากสสารอื่น ๆ พลาสม่ามีคุณสมบัติในการนำไฟฟ้า แม้ว่าพลาสมาจะหายากในสภาวะปกติ

แต่ในธรรมชาติหรือในระบบสุริยะสสารที่มีลักษณะคล้ายพลาสมาทั้งหมดมีอยู่เช่นฟ้าผ่าแสงเหนือหางของดาวหางหรือบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์

Matter refers to things that have mass and volume in free space.

By which we can perceive the content of our five senses So matter is everything around us. Whether it’s the air we breathe, the water we drink, the house we live in, as well as the trees and other living things.

Including our own body by matter that has been studied or scientific research until the exact properties and constituents are known is called “substance”.

The four substances of nature

1. Solid: State of matter with a certain shape and volume. By the arrangement of the particles, the internal elements are neat and close to each other, the high density and the bonding force between the particles.

Although there is a slight gap between the solid matter particles, the particles will slightly vibrate. But particles cannot move around like matter in other states.

Therefore, solid state matter is resistant to large deformation and volumetric changes such as iron, aluminum and copper.

2. Liquid: A state of matter with a constant volume. However, the shape can be changed according to the container used because the particles of elements are slightly apart, resulting in the bonding force between the particles not as high as that of a solid.

The liquid particles are therefore able to move around at close distances such as water, alcohol and oil.

3. Gas: A state of matter of uncertain shape and volume. They can vary depending on the container in use. Due to the large number of particles arranged, resulting in low density and cohesion between particles, the gas moves quickly in all directions.

It can be diffused in a full container and can easily change shape and volume from the compressed air, such as air, oxygen, hydrogen, carbon dioxide. Cooking gas and steam etc.

4.Plasma: State of matter arising from gaining enormous energy until electrons are released from atoms. The formation of protons, clouds, neutrons and electrons, their free movement, the bonds between atoms and molecules are minimal.

Plasma is closer to a gaseous state than other states. But this free-of-the-way mobility, they have different behaviors and properties than other matter. Plasma has conductivity properties. Although plasma is rare in normal conditions

สสาร

เข้าsuperslot ทางเข้าpg

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า ในช่วง 300 ล้านปีที่ผ่านมา

โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า

โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า ในช่วง 300 ล้านปีที่ผ่านมา

โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า
โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเผยแพร่ผลการศึกษาล่าสุดของพวกเขาในวารสาร Science ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโลกและดวงจันทร์มีการสัมผัสกับอุกกาบาตขนาดใหญ่มากขึ้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 300 ล้านปีเหตุการณ์ประเภทนี้พบว่าเพิ่มขึ้นสามเท่าเมื่อเทียบกับประมาณหนึ่งพันล้านปีก่อนหน้านี้

ผลการสำรวจร่องรอยหลุมบ่อกว้าง 10 กิโลเมตรขึ้นไปเกิดจากการชนกันของอุกกาบาตจากอวกาศ จำนวนอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกและดวงจันทร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตั้งแต่ไดโนเสาร์เริ่มแพร่พันธุ์ในโลกดึกดำบรรพ์เมื่อ 240 ล้านปีก่อน นี่คือความถี่ของการชนกันทุกๆ 1 ล้านปี แต่ก่อนหน้านั้นอัตราการพุ่งชนของอุกกาบาตมีเพียง 1 ครั้งในทุกๆ 3 ล้านปี

ข้อมูลระบุว่าการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์หลังจากพบอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลกที่คาบสมุทรยูคาทานในเม็กซิโก

นับเป็น “โชคร้าย” ของพวกเขาอย่างแท้จริง ที่เกิดวิวัฒนาการและผลิตซ้ำในช่วงเวลาที่โลกมีโอกาสถูกอุกกาบาตพุ่งชนเพิ่มขึ้นหลายเท่า

การศึกษานี้อาศัยหลักฐานจากหลุมอุกกาบาตที่พบบนดวงจันทร์เป็นหลัก เนื่องจากโลกและดวงจันทร์มีอัตราการชนกับดาวเคราะห์น้อยหรืออุกกาบาตเท่ากัน

แต่ร่องรอยที่ก่อตัวบนโลกมักจะจางหายไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาและภูมิอากาศ จนถึงขณะนี้ยังไม่พบหลุมอุกกาบาตบนโลกที่มีอายุมากกว่า 650 ล้านปี

An international team of scientists published their latest study in the journal Science, suggesting that the Earth and the Moon are increasingly exposed to larger meteorites. Over the course of nearly 300 million years, these types of events have seen a threefold increase compared to about one billion years earlier.

The results of the survey, traces of potholes up to 10 km wide were caused by a collision of meteorites from space. The number of meteorites hitting the Earth and the Moon has increased significantly.

Since dinosaurs began to breed in the primitive world 240 million years ago, this was the frequency of collisions every 1 million years.Before that, the rate of meteorite hits was only 1 every 3 million years.

The dinosaurs’ extinction after the discovery of a giant meteorite struck Earth on the Yucatan Peninsula in Mexico.

It was truly their “bad luck”. That evolved and reproduced in a time when the Earth has a chance of being hit by a meteorite has increased many times.

The study is mainly based on evidence from craters found on the Moon. Because the Earth and the Moon have the same collision rates with asteroids or meteorites.

But traces that form on Earth often fade due to geological and climatic changes. Until now, no craters are found on Earth that are more than 650 million years old.

โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า ในช่วง 300 ล้านปีที่ผ่านมา

เข้าsuperslot ทางเข้าpg

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

DNAสารพันธุกรรม

DNAสารพันธุกรรม

DNAสารพันธุกรรม

DNAสารพันธุกรรม
DNAสารพันธุกรรม

สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid; DNA) เป็นกรดนิวคลีอิกที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ดีเอ็นเอส่วนใหญ่เป็นโครโมโซมซึ่งอยู่ในนิวเคลียส ภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต DNA มีหน้าที่สำคัญสองประการ

1. การจำลองแบบดีเอ็นเอ

ดีเอ็นเอที่มีชีวิตมีความสามารถในการสร้างและจำลองตัวเองในระหว่างกระบวนการแบ่งเซลล์เพื่อสร้าง DNA ที่เหมือนกันทุกประการกับเซลล์ใหม่

2. การถ่ายทอดข้อมูลผ่าน RNA (การถอดความ)

ดีเอ็นเอสามารถถอดรหัสได้ เพื่อสร้าง RNA (กรดไรโบนิวคลีอิก RNA) RNA ที่ได้จะกำหนดการสร้างกรดอะมิโน ในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน

ซึ่งโปรตีนถูกใช้เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในโครงสร้างขององค์ประกอบต่างๆภายในเซลล์และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวเคมีหรือเอนไซม์ในสิ่งมีชีวิต ด้วยการทำงานสองอย่างของ DNA ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถสืบทอดเผ่าพันธุ์และดำรงเผ่าพันธุ์ได้

DNA ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่านิวคลีโอไทด์ซึ่งเป็นสารประกอบฐานไนโตรเจนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มพิวรีน ได้แก่ ไทมีน ; T) cytosine (C) และ pyrimidine base groups เช่น adenine (A), guanine (G)

สารประกอบฐานไนโตรจีนรวมกับน้ำตาลดีออกซีไรโบสและกรดฟอสฟอริกเพื่อสร้างนิวคลีโอไทด์ในดีเอ็นเอ ดังนั้นจึงมีนิวคลีโอไทด์สี่ชนิดตามชนิดของไนโตรฟอสเฟตคืออะดีโนซีนไตรฟอสเฟต (ATP)

Guanosine triphosphate (guano sine triphosphate; GTP), cytosine triphosphate (CTP) และ thymidine triphosphate (TTP)

การเรียงลำดับของนิวคลีโอไทด์ทั้งสี่มีผลต่อการเกิดความหลากหลาย และแยกความแตกต่างของลำดับบนสายดีเอ็นเอ ซึ่งมีความจำเพาะต่อสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด

โครงสร้างของ DNA ประกอบด้วยสาย Polynucleotide ซึ่งเกิดจากการเชื่อมต่อของนิวคลีโอไทด์หลายตัวด้วยพันธะฟอสโฟไดนามิค มันเกิดจากพอลินิวคลีโอไทด์สองตัวเรียงขนานกันในทิศทางตรงกันข้ามกัน

จับคู่และพันกันเป็นเกลียวขวาเหมือนบันไดวนที่เรียกว่า Double Helix (doublehelix) การจับคู่หรือการจับคู่ของสองสายของพอลินิวคลีโอไทด์ที่เกิดจากการจับคู่ระหว่างเบสพิวรีน

และไพริมิดีนเบสด้วยพันธะไฮโดรเจนกับ A พันธะสองพันธะถูกสร้างขึ้นเพื่อผูกกับ T (A = T) และ G สร้างพันธะสามพันธะเพื่อจับกับ C โดยมีน้ำตาลและหมู่ฟอสเฟตทำหน้าที่เป็นแกนนอกของโมเลกุล

Genetic material or DNA (deoxyribonucleic acid; DNA) is a nucleic acid that stores the genetic information of an organism. Most of the DNA is chromosomes located in the nucleus. Within the cells of a living organism, DNA has two important functions.

1. DNA replication

Living DNA has the ability to generate and replicate itself during the cell division process to produce DNA that is exactly the same as new cells.

2. RNA Transcription (Transcription)

DNA can be transcribed to form RNA (ribonucleic acid RNA) .The resulting RNA determines the formation of amino acids. In the process of protein synthesis

Proteins are used as essential structural elements within cells and as a biochemical catalyst or enzyme in living organisms. By doing two functions of DNA, organisms can inherit and sustain race.

DNA is made up of subunits called nucleotides, which are nitrogen-based compounds divided into two groups: the purine group, thymine; T), cytosine (C), and pyrimidine base groups, such as adenine (A), guanine (G)

Nitro-Gene base compound is combined with deoxyribose and phosphoric acid to form nucleotides in DNA. Therefore, there are four nucleotides based on the type of nitrophosphate: adenosine triphosphate (ATP).

Guanosine triphosphate (guano sine triphosphate; GTP), cytosine triphosphate (CTP), and thymidine triphosphate (TTP).

The sequence of the four nucleotides influences the multiplication. And differentiate sequences on the DNA strands Which are specific to each organism

The structure of DNA is made up of strands. Polynucleotide This is due to the connection of several nucleotides with a phosphodynamic bond. It is formed when two polynucleotides are parallel to each other in opposite directions.

DNAสารพันธุกรรม

เข้าsuperslot ทางเข้าpg

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

แรงและการเคลื่อนที่ ความรู้วิทยาศาสตร์

แรงและการเคลื่อนที่ ความรู้วิทยาศาสตร์ แรงและการเคลื่อนที่ ความรู้วิทยาศาสตร์ แรงหมายถึงสิ่งที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนตำแหน่งเช่นการเคลื่อนย้ายวัตถุที่หยุดนิ่ง หรือทำให้วัตถุที่เคลื่อนที่อยู่แล้วให้เคลื่อนที่เร็วขึ้นหรือช้าลง

เคยสังเกตไหมว่าเวลาเราผลักหรือดึงประตูหน้าต่างหรือแม้กระทั่งยกหนังสือยกกระเป๋าหรือรถเข็นทำไมประตูหน้าต่างถึงเปิดปิดได้ ทำไมหนังสือหรือกระเป๋าจึงถูกยกขึ้น? ทำไมรถหรือเก้าอี้รถเข็นจึงเคลื่อนที่? และอะไรทำให้วัตถุเราเรียกสิ่งนี้ว่าแรงเคลื่อน

Have you ever noticed that when you push or pull a door or a window, or even lift a book, a bag or a trolley, why the windows can open and close Why was the book or bag being raised? Why does a car or a wheelchair move? And what makes an object call this motion?

กองกำลังมีหลายประเภท เรามาทำความรู้จักกับประเภทของกองกำลังกัน

1.แรงย่อยหมายถึงแรงที่เป็นส่วนประกอบของแรงหลายอย่างเช่นการเล่นชักเย่อ แยกเป็นสองฝ่ายถ้าจำนวนคนเท่ากันถ้าทั้งสองฝ่ายออกแรงเท่ากันไม่มีฝ่ายใดชนะ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกแรงมากกว่าอีกฝ่ายที่ออกแรงมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะทันที

2.กำลังสุทธิคือผลรวมของกองกำลังย่อยทั้งหมดหรือผลรวมของกองกำลังย่อยสุดท้ายเช่นเดียวกับการชักเย่อ ฝ่ายซ้ายชนะ เนื่องจากผลของแรงสุทธิมีค่ามากกว่า

หากมีเพียงแรงเดียวมันจะแสดงตัวเองเป็นทั้งแรงย่อยและแรงสุทธิในตัวเอง ผลของแรงสุทธิเป็นศูนย์ จะทำให้สิ่งต่างๆหยุดนิ่งเช่นภาพของการออกแรงกระทำต่อวัตถุสองชิ้นด้วยแรงเท่ากัน.

3.แรงดึงคือแรงที่กระทำต่อวัตถุที่ทำให้มันเคลื่อนเข้าหาตัวเราเช่นเราดึงแขนแม่เข้าหาตัวเรา เราลากเก้าอี้เราดึงเสื้อผ้าจากราวตากผ้า คนที่เล่นชักเย่อเด็กลากรถเราลากควาย ฯลฯ

4.แรงผลักคือแรงที่กระทำต่อวัตถุที่ทำให้วัตถุนั้นเคลื่อนที่ออกไปจากเราเช่นผลักหน้าต่างผลักประตูเตะลูกฟุตบอลผลักลูกเทนนิสเป็นต้น

การใช้แรงผลักในการเคลื่อนที่และการเคลื่อนที่แตกต่างกันเช่นเมื่อเตะฟุตบอลที่กลิ้งไปข้างหน้าแล้ว เราเตะต่อไปโดยใช้แรงน้อยกว่าการเตะฟุตบอลในขณะพักสำหรับลูกบอลที่กลิ้งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเราเราต้องใช้แรงผลักหรือเตะมากกว่าดังนั้นหากเราใช้แรงขับไล่กับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับตัวเรามันจะใช้แรงน้อยกว่าในการผลักวัตถุที่เคลื่อนเข้าหาเราหรือวิ่งเข้าหาเรา

The use of repulsion for movement and movement is different, for example when kicking a soccer that has already rolled forward. We keep kicking with less force than resting soccer kicks.For balls that roll in the opposite direction to us, we have to use more thrust or kick, so if we apply repulsion to an object that is moving in one direction. With us, it takes less force to push objects that are moving towards us or running towards us.

 

แรงทำให้วัตถุเปลี่ยนรูปร่างอย่างไร?

คุณรู้แล้วว่าจุดแข็งคืออะไร แรงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

ผลของการออกแรงไม่เพียงแค่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่หรือหยุดเคลื่อนไหว แต่แรงยังส่งผลต่อการเสียรูปของวัตถุด้วยเช่นกระดาษยับยู่ยี่ จะยับยู่ยี่ไม่เรียบเมื่อเราทำงานหนักในการบีบหรือปั้นดินน้ำมันให้มีรูปร่างตามต้องการเราจะเห็นว่าดินน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างรูปทรงจะไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม วัตถุบางอย่างเมื่อออกแรงรูปร่างของมันจะเปลี่ยนไปชั่วคราว และจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเช่นฟองน้ำรัดยางสปริงบอลลูนเป็นต้น

The effect of exertion is not simply moving or stopping an object. But force also affects the deformation of objects such as crumpled paper. When we work hard to squeeze or shape the plasticine into the desired shape, we can see that the shape of the clay will not return to its original shape. Some objects, when exerted, their shape temporarily changes. And will return to be the same, such as sponge, rubber band, balloon spring, etc.

เข้าsuperslot ทางเข้าpg

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 116 แรงโน้มถ่วง ของโลก (Gravitational Force)

ตอนที่ 116 แรงโน้มถ่วง ของโลก (Gravitational Force) การปะทะกันเป็นพลังที่รุนแรงระหว่างประเทศรอบข้างซึ่งนำไปสู่ทิศทางการโจมตีของพวกเขาเอง

และในจักรวาลนี้ทุกระบบมีความรุนแรงส่งผลให้ทุกคนชักจูงหรือใช้ความชั่วร้ายของเขาเองไม่ว่าจะเป็น มันเป็นดาวดวงใหญ่ในจิจิหรือร่างกายของเรา ทางเข้าpg

มวล (Mass) คือปริมาณของสสารทั้งหมดที่ประกอบขึ้นเป็นวัตถุ ซึ่งไม่ว่าวัตถุจะไปที่ใดมวลจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง มวลมีหน่วยเป็นกิโลกรัม (Kg) แตกต่างจากน้ำหนัก (Weight) ซึ่งเป็นผลของแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อวัตถุ

และในทางวิทยาศาสตร์น้ำหนักเป็นทิศทางและเป็นปริมาณเวกเตอร์และเป็นสัดส่วนกับแรงโน้มถ่วงและมวลของวัตถุ หน่วยของมันคือนิวตัน (Newton) ซึ่งแตกต่างจากภาษาทั่วไปของเราสำหรับน้ำหนักเป็นกิโลกรัม

แรงโน้มถ่วง ของโลก (Gravitational Force)

ในจักรวาลถ้าร่างกายมีน้ำหนักบนดวงจันทร์จะมีผลกระทบที่แตกต่างจากน้ำหนักที่ชั่งบนโลกเนื่องจากแรงโน้มถ่วงบนดาวเคราะห์แต่ละดวงไม่เท่ากันและถ้าเรามีน้ำหนักประมาณ 100 ปอนด์ (45 กิโลกรัม)

In the universe, if the body is weighted on the Moon, it will have a different effect than the weight on Earth, because the gravity on each planet is not the same, and if we weigh about 100 pounds (45 kilograms).

โลกบนดวงจันทร์เรามีน้ำหนักเพียง 17 ปอนด์ (8 กิโลกรัม) มีน้ำหนักประมาณ 38 ปอนด์ (17 กิโลกรัม) 91 ปอนด์ (41 กิโลกรัม) บนดาวศุกร์และดาวยูเรนัส 253 ปอนด์ (115 กิโลกรัม)

บนดาวพฤหัสบดี 107 ปอนด์ (49 กิโลกรัม) บนดาวเสาร์และ 114 ปอนด์ (52 กิโลกรัม) บนดาวเนปจูน

on Jupiter, 107 pounds (49 kilograms). On Saturn and 114 pounds (52 kg) on ​​Neptune.

แรงโน้มถ่วงของโลกคือแรงโน้มถ่วงที่มวลของโลกกระทำต่อวัตถุโดยรอบ โดยดึงเข้าหาศูนย์กลางหรือแกนกลางของดวงดาว ทางเข้าpg

Earth’s gravity is the gravitational force that the Earth’s mass exerts on the surrounding objects. By pulling towards the center or the core of the stars

ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าสัตว์มนุษย์หรือแม้แต่สภาพอากาศ พวกมันทั้งหมดถูกดึงดูดโดยแรงโน้มถ่วงของโลกและไม่กระจัดกระจายไปในอวกาศ

เช่นเดียวกับดาวเทียมและสถานีอวกาศที่มนุษย์ส่งไปโคจรรอบโลก รวมทั้งดวงจันทร์ซึ่งเป็นบริวารของดาวเคราะห์ด้วย ทางเข้าpg

Be it trees, grass, animals, humans or even the weather. They are all attracted by Earth’s gravity and are not scattered into space.

As well as satellites and space stations sent by humans to orbit the Earth Including the Moon, which is a satellite of the planets

โดยทั่วไปแรงโน้มถ่วงเป็นสัดส่วนกับขนาดมวลและระยะห่างระหว่างวัตถุ มวลย่อมส่งผลให้เกิดแรงโน้มถ่วงมากมายโดยเฉพาะวัตถุขนาดใหญ่

Gravity is generally proportional to the size, mass and distance between objects. Mass is responsible for a large amount of gravity, especially large objects.

เช่นดวงอาทิตย์ซึ่งมีมวลมากกว่าโลกของเราหลายล้านเท่า ดังนั้นจึงมีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะทำให้ดาวเคราะห์โคจรรอบตัวเอง

เช่นเดียวกับระยะห่างระหว่างมวลวัตถุที่อยู่ใกล้กันแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อกันมีค่ามากกว่าของวัตถุที่อยู่ห่างไกล ทางเข้าpg

ตอนที่ 116 แรงโน้มถ่วง

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 102 เฟรเดอริก แซงเจอร์ ผู้ค้นพบโครงสร้างของโปรตีนอินซูลิน

เฟรเดอริก แซงเจอร์

ผู้ค้นพบโครงสร้างของโปรตีนอินซูลิน เฟรเดอริก แซงเจอร์

เฟรเดอริก แซงเจอร์

เฟรเดอริก แซงเจอร์ เป็นนักชีวเคมีชาวอังกฤษเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีสองครั้งหลังจากเขาจบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

ได้ทำการค้นคว้าโครงสร้างของโปรตีนอินซูลินโดยเฉพาะที่เขาทำการวิจัยเป็นเวลา 12 ปี ในที่สุดเขาก็สามารถค้นพบโครงสร้างอินซูลินที่ถูกต้องได้สำเร็จ งานนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปีพ. ศ. 2501 และการค้นพบของแซงเจอร์ก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแนวคิดของการจำแนก DNA โปรตีนของฟรานซิสคริก

ต่อมาแซงเจอร์เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดลำดับโมเลกุลของ RNA และเริ่มพัฒนาเทคนิคการหาลำดับ จากนั้นเขาก็หันไปศึกษาลำดับดีเอ็นเอซึ่งต้องการวิธีการที่แตกต่างกัน เขาศึกษาในหลาย ๆ ด้าน จนกระทั่งปี 1977

เขาค้นพบวิธีการเรียงลำดับดีเอ็นเอที่เรียกว่า “วิธีการแซงเจอร์” ซึ่งสามารถเรียงลำดับสายยาวของดีเอ็นเอได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ งานนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีอีกครั้งในปี 1980 กับ Walter Gilbert และ Paul Berg นอกจากนี้แซงเจอร์ประสบความสำเร็จในการให้คำปรึกษานักศึกษาปริญญาเอก ในหมู่นักเรียนของเขาที่มีมากกว่า 10 คนขึ้นไป 2 คนได้รับรางวัลโนเบล

The discoverer of the structure of the insulin Frederick Sanger protein

Frederick Sanger is the only British biochemist in history to receive the Nobel Prize in Chemistry twice after he graduated with a Ph.D. In Biochemistry from Cambridge University.

Has researched the structure of the insulin protein, especially which he had researched for 12 years, finally he was able to successfully find the correct insulin structure This work earned him the Nobel Prize in Chemistry for 2017. 1958, and Sanger’s discovery plays an important role in the development of the concept of the classification of proteins by Francis Crick.

Later, Sanger began to study the possibility of molecular sequencing of RNA and began to develop sequencing techniques. He then turned to study the DNA sequence, which needed different methods.

He discovered a method of sequencing DNA called “Sanger method” which can quickly and precisely sort long strands of DNA This work earned him the Nobel Prize in Chemistry again in 1980 with Walter Gilbert and Paul Berg. In addition, Sanger succeeded in consulting PhD students. Among his students with more than 10 people, 2 people received the Nobel Prize.

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 97 ดมีตรี เมนเดเลเยฟ คิดค้นกฎตารางธาตุ

ดมีตรี เมนเดเลเยฟ

ประวัติคิดค้นกฎตารางธาตุ ดมีตรี เมนเดเลเยฟ

ดมีตรี เมนเดเลเยฟ

ดมีตรี เมนเดเลเยฟ เป็นนักเคมีชาวรัสเซียผู้คิดค้นกฎหมายธาตุและสร้างตารางธาตุและใช้มันเพื่อปรับเปลี่ยนคุณสมบัติขององค์ประกอบบางอย่าง พบได้อย่างถูกต้องและยังทำนายคุณสมบัติของ 8 องค์ประกอบที่ยังไม่ถูกค้นพบ

เมนเดเลเยฟ เสนอตารางธาตุในปี 1871 เขาจัดหมวดหมู่องค์ประกอบที่ถูกค้นพบในเวลานั้น 63 องค์ประกอบโดยอะตอมและน้ำหนักวาเลนซ์และออกจากพื้นที่ว่างในตารางสำหรับองค์ประกอบที่ยังไม่ได้ค้นพบ ในขั้นต้นตารางธาตุของเขายังไม่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันก็ยิ่งได้รับการยอมรับมากขึ้นในอีกสองทศวรรษข้างหน้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการค้นพบ 3 องค์ประกอบใหม่ที่ตรงกับลักษณะที่ เมนเดเลเยฟ ได้ทำนายไว้ หลังจากนั้นตารางธาตุของ เมนเดเลเยฟ กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการศึกษาวิชาเคมี

นอกเหนือจากงานวิจัยทางเคมีของเขาที่ เมนเดเลเยฟ ยังมีงานอื่นอีกมากมาย เขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมเคมีแห่งรัสเซียและเขียนหนังสือและบทความวิชาการมากมาย เมนเดเลเยฟ ได้มีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมของรัสเซีย

หลายแห่งเช่นอุตสาหกรรมถ่านหินอุตสาหกรรมปิโตรเลียมรวมถึงการพัฒนาการเกษตรขั้นสูง เมนเดเลเยฟ ได้รับเกียรติและรางวัลมากมายสำหรับงานของเขาตลอดชีวิตของเขา น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รับรางวัลโนเบล

แม้ว่าเมื่อได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีใหม่เขาได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้รับการประดิษฐ์ของตารางธาตุ แต่ถูกปฏิเสธเนื่องจากงานของเขายาวนานเกินไป (มากกว่า 35 ปี) และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง

History of the creation of the periodic table rule

Dmitry Mendelayev is a Russian chemist who invented the periodic law and created the periodic table and used it to modify the properties of certain elements. Found correctly and also predicted the properties of the 8 elements that have not yet been discovered

Mendelevev proposed the periodic table in 1871. He categorized the elements that were discovered at that time, 63 elements by atomic and valence weights, and left free space on the table for the undiscovered elements. Initially, his periodic table is not yet universally accepted.

But as time went on, it became even more accepted in the next two decades, especially after the discovery of 3 new elements that match the characteristics Mendelev had predicted. Maine’s periodic table Delleev became one of the most important tools in the study of chemistry.

In addition to his chemical research at Mendelevev, there are many other works. He is also the co-founder of the Russian Chemical Society and writes many books and academic articles. Mendelev has played a role in the development of the Russian industry.

In many places such as the coal industry, petroleum industry, as well as advanced agricultural development, Mendelev has received many honors and awards for his work throughout his life. Unfortunately he didn’t receive the Nobel Prize.

Although, when receiving the Nobel Prize in New Chemistry, he was nominated as the inventor of the periodic table. But was rejected because his work is too long (more than 35 years) and is widely known

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 93 ไลนัส พอลิง ผู้ค้นพบธรรมชาติของพันธะเคมี

ผู้ค้นพบธรรมชาติของพันธะเคมี ไลนัส พอลิง

ไลนัส พอลิง

ไลนัส พอลิง เป็นนักเคมีชาวอเมริกันนักชีวเคมีและนักสันติภาพซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งเคมีควอนตัมและชีววิทยาโมเลกุล เขาตีพิมพ์ผลงานทางวิชาการมากกว่า 1,000 รายการ พอลเป็นบุคคลเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลเดียว (ไม่แชร์กับผู้อื่น)

สองครั้ง ผลงานของเขาคือการค้นพบธรรมชาติของพันธะเคมีซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเคมียุคใหม่และเป็นรากฐานของชีววิทยาโมเลกุล งานนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี เมื่อ Monkey ยังคงศึกษากลศาสตร์ควอนตัมและเป็นคนแรกที่ใช้ทฤษฎีควอนตัมกับโครงสร้างโมเลกุล

นอกจากนี้เขายังศึกษาโมเลกุลอินทรีย์รวมถึงโครงสร้างของ DNA และงานของเขามีส่วนทำให้ค้นพบแบบจำลองโมเลกุลที่แม่นยำของ DNA ในภายหลังในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อลิงช่วยกองทัพสหรัฐฯพัฒนาน้ำพลาสมาเลือด

สังเคราะห์สำหรับการถ่ายเลือดฉุกเฉินในสถานการณ์การต่อสู้ และออกแบบเครื่องวัดออกซิเจนสำหรับใช้ในเรือดำน้ำและเครื่องบิน หลังสงครามได้มีการดัดแปลงเครื่องมือเพื่อใช้ในตู้อบทารกและผู้ป่วยผ่าตัด แต่หลังจากสงครามเมื่อลิงเข้าร่วม Albert Einstein

ได้จัดตั้งกลุ่มนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อเตือนประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และต่อต้านการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ เขาต่อสู้อย่างจริงจังจนรัฐบาลยกเลิกหนังสือเดินทางทำให้เขาต้องเดินทางออกนอกประเทศ

รวมไปถึงการถูกเรียกให้ไปแถลงต่อสภาคองเกรส แต่ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จ เมื่อหลิงได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจากการทำงานเพื่อห้ามการทดลองอาวุธนิวเคลียร์เขาได้รับรางวัลนี้ในวันเดียวกับที่สนธิสัญญาห้ามทดสอบอาวุธนิวเคลียร์มีผลบังคับใช้

The discoverer of the nature of Linus Pauling chemical bond

Linus Pauling is an American chemist, biochemist, and peacemaker, one of the founders of quantum chemistry and molecular biology. He published more than 1,000 academic works. Paul is the only person in history to receive a single Nobel Prize. (Not shared with others)

Twice, his work is to discover the nature of chemical bonding, which is the cornerstone of modern chemistry and the foundation of molecular biology. This work earned him the Nobel Prize in Chemistry when Monkey continued to study quantum mechanics and was the first to apply quantum theory to molecular structure.

He also studied organic molecules, including the structure of DNA, and his work contributed to the discovery of an accurate molecular model of DNA later during World War II, when Monkeys helped the US military develop blood plasma water.

Synthetic for emergency blood transfusions in combat situations And design oxygen gauges for use in submarines and airplanes. After the war, tools were modified for use in incubators and infants. But after the war, when the monkeys join Albert Einstein

Has established a group of nuclear scientists to warn the public about the dangers of developing nuclear weapons and opposing nuclear weapons experiments He fought so seriously that the government canceled the passport, causing him to leave the country.

Including being called to give a statement to Congress But in the end, he succeeded. When Ling received the Nobel Peace Prize for working to ban nuclear weapons testing, he received the award on the same day that the nuclear weapons ban was enacted.

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 64 ฮัมฟรี เดวี ผู้ค้นพบธาตุโซเดียม

ฮัมฟรี เดวี

ผู้ค้นพบธาตุโซเดียม ฮัมฟรี เดวี

ฮัมฟรี เดวี

ฮัมฟรี เดวี เป็นนักเคมีและนักประดิษฐ์ชื่อดังชาวอังกฤษที่มีผลงานมากมาย เขาเป็นผู้บุกเบิกการใช้ไฟฟ้าในการแยกองค์ประกอบ เดวี ใช้วิธีการแยกด้วยกระแสไฟฟ้า อิเล็กโทรไลซิสหลอมเกลือและค้นพบองค์ประกอบใหม่มากมายรวมถึงโซเดียมโพแทสเซียมแคลเซียมแมกนีเซียมแบเรียมโบรอนและคลอรีน

นอกจากนี้เขายังค้นพบคุณสมบัติพิเศษของไนตรัสออกไซด์ซึ่งเขาเรียกว่าแก๊สหัวเราะซึ่งสามารถใช้ได้ สามารถเป็นยาชาในการผ่าตัดด้วยความสำเร็จที่สำคัญหลายอย่างเดวีได้รับแต่งตั้งเป็นอัศวิน รวมถึงการรับรางวัลจาก French Royal Institute แม้ว่าอังกฤษและฝรั่งเศสจะอยู่ในภาวะสงคราม

ต่อมา เดวี ช่วยแก้ปัญหาการระเบิดของเหมืองถ่านหินเพราะในเหมืองมืดต้องใช้หลอดไฟที่สว่าง แต่บางครั้งก็มีแก๊สติดไฟทำให้เกิดการระเบิดทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก Davie คิดค้นหลอดความปลอดภัยเรียกว่า เดวี แรมป์

ซึ่งสามารถใช้ในการแก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เขายังมีผลงานทางวิทยาศาสตร์มากมาย เขาถูกสวมมงกุฎบารอนสูงกว่าอัศวิน เป็นประธานของราชสมาคมแห่งลอนดอนอันทรงเกียรติและได้รับเกียรติอีกมากมาย Davie เคยพูดติดตลกว่าการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาคือ Michael Faraday ผู้ช่วยของเขา

The discoverer of sodium humphryvi

Humphry Davie is a famous English chemist and inventor with many works. He was a pioneer in the use of electricity in separating components. Davie used electric current methods. Salt electrolytes and discover many new elements, including sodium, potassium, calcium, magnesium, barium, boron and chlorine.

He also discovered the special properties of nitrous oxide, which he called laughing gas, which can be used. Able to be an anesthetic in surgery with many important achievements. Davie was appointed a knight Including receiving prizes from the French Royal Institute, even though England and France are at war.

Later, Davie helped to solve the coal mine explosion because in the dark mine had to use bright light bulbs. But sometimes there is a gas ignited causing an explosion causing a lot of death. Davie invented a safety tube called Devi Ramp.

Davie joked that his greatest finding was Michael Faraday, his assistant Later, Sanger began to study the possibility of molecular sequencing of RNA and began to develop sequencing techniques. He then turned to study the DNA sequence, which needed different methods.

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE