โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า ในช่วง 300 ล้านปีที่ผ่านมา

โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า

โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า ในช่วง 300 ล้านปีที่ผ่านมา

โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า
โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า

ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติเผยแพร่ผลการศึกษาล่าสุดของพวกเขาในวารสาร Science ซึ่งชี้ให้เห็นว่าโลกและดวงจันทร์มีการสัมผัสกับอุกกาบาตขนาดใหญ่มากขึ้น ตลอดระยะเวลาเกือบ 300 ล้านปีเหตุการณ์ประเภทนี้พบว่าเพิ่มขึ้นสามเท่าเมื่อเทียบกับประมาณหนึ่งพันล้านปีก่อนหน้านี้

ผลการสำรวจร่องรอยหลุมบ่อกว้าง 10 กิโลเมตรขึ้นไปเกิดจากการชนกันของอุกกาบาตจากอวกาศ จำนวนอุกกาบาตที่พุ่งชนโลกและดวงจันทร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตั้งแต่ไดโนเสาร์เริ่มแพร่พันธุ์ในโลกดึกดำบรรพ์เมื่อ 240 ล้านปีก่อน นี่คือความถี่ของการชนกันทุกๆ 1 ล้านปี แต่ก่อนหน้านั้นอัตราการพุ่งชนของอุกกาบาตมีเพียง 1 ครั้งในทุกๆ 3 ล้านปี

ข้อมูลระบุว่าการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์หลังจากพบอุกกาบาตยักษ์พุ่งชนโลกที่คาบสมุทรยูคาทานในเม็กซิโก

นับเป็น “โชคร้าย” ของพวกเขาอย่างแท้จริง ที่เกิดวิวัฒนาการและผลิตซ้ำในช่วงเวลาที่โลกมีโอกาสถูกอุกกาบาตพุ่งชนเพิ่มขึ้นหลายเท่า

การศึกษานี้อาศัยหลักฐานจากหลุมอุกกาบาตที่พบบนดวงจันทร์เป็นหลัก เนื่องจากโลกและดวงจันทร์มีอัตราการชนกับดาวเคราะห์น้อยหรืออุกกาบาตเท่ากัน

แต่ร่องรอยที่ก่อตัวบนโลกมักจะจางหายไปเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาและภูมิอากาศ จนถึงขณะนี้ยังไม่พบหลุมอุกกาบาตบนโลกที่มีอายุมากกว่า 650 ล้านปี

An international team of scientists published their latest study in the journal Science, suggesting that the Earth and the Moon are increasingly exposed to larger meteorites. Over the course of nearly 300 million years, these types of events have seen a threefold increase compared to about one billion years earlier.

The results of the survey, traces of potholes up to 10 km wide were caused by a collision of meteorites from space. The number of meteorites hitting the Earth and the Moon has increased significantly.

Since dinosaurs began to breed in the primitive world 240 million years ago, this was the frequency of collisions every 1 million years.Before that, the rate of meteorite hits was only 1 every 3 million years.

The dinosaurs’ extinction after the discovery of a giant meteorite struck Earth on the Yucatan Peninsula in Mexico.

It was truly their “bad luck”. That evolved and reproduced in a time when the Earth has a chance of being hit by a meteorite has increased many times.

The study is mainly based on evidence from craters found on the Moon. Because the Earth and the Moon have the same collision rates with asteroids or meteorites.

But traces that form on Earth often fade due to geological and climatic changes. Until now, no craters are found on Earth that are more than 650 million years old.

โลก และ ดวงจันทร์ ถูกอุกกาบาตพุ่งชนมากขึ้น 3 เท่า ในช่วง 300 ล้านปีที่ผ่านมา

เข้าsuperslot ทางเข้าpg

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

DNAสารพันธุกรรม

DNAสารพันธุกรรม

DNAสารพันธุกรรม

DNAสารพันธุกรรม
DNAสารพันธุกรรม

สารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอ (deoxyribonucleic acid; DNA) เป็นกรดนิวคลีอิกที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต ดีเอ็นเอส่วนใหญ่เป็นโครโมโซมซึ่งอยู่ในนิวเคลียส ภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต DNA มีหน้าที่สำคัญสองประการ

1. การจำลองแบบดีเอ็นเอ

ดีเอ็นเอที่มีชีวิตมีความสามารถในการสร้างและจำลองตัวเองในระหว่างกระบวนการแบ่งเซลล์เพื่อสร้าง DNA ที่เหมือนกันทุกประการกับเซลล์ใหม่

2. การถ่ายทอดข้อมูลผ่าน RNA (การถอดความ)

ดีเอ็นเอสามารถถอดรหัสได้ เพื่อสร้าง RNA (กรดไรโบนิวคลีอิก RNA) RNA ที่ได้จะกำหนดการสร้างกรดอะมิโน ในกระบวนการสังเคราะห์โปรตีน

ซึ่งโปรตีนถูกใช้เป็นส่วนประกอบที่จำเป็นในโครงสร้างขององค์ประกอบต่างๆภายในเซลล์และเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางชีวเคมีหรือเอนไซม์ในสิ่งมีชีวิต ด้วยการทำงานสองอย่างของ DNA ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถสืบทอดเผ่าพันธุ์และดำรงเผ่าพันธุ์ได้

DNA ประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่านิวคลีโอไทด์ซึ่งเป็นสารประกอบฐานไนโตรเจนแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือกลุ่มพิวรีน ได้แก่ ไทมีน ; T) cytosine (C) และ pyrimidine base groups เช่น adenine (A), guanine (G)

สารประกอบฐานไนโตรจีนรวมกับน้ำตาลดีออกซีไรโบสและกรดฟอสฟอริกเพื่อสร้างนิวคลีโอไทด์ในดีเอ็นเอ ดังนั้นจึงมีนิวคลีโอไทด์สี่ชนิดตามชนิดของไนโตรฟอสเฟตคืออะดีโนซีนไตรฟอสเฟต (ATP)

Guanosine triphosphate (guano sine triphosphate; GTP), cytosine triphosphate (CTP) และ thymidine triphosphate (TTP)

การเรียงลำดับของนิวคลีโอไทด์ทั้งสี่มีผลต่อการเกิดความหลากหลาย และแยกความแตกต่างของลำดับบนสายดีเอ็นเอ ซึ่งมีความจำเพาะต่อสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด

โครงสร้างของ DNA ประกอบด้วยสาย Polynucleotide ซึ่งเกิดจากการเชื่อมต่อของนิวคลีโอไทด์หลายตัวด้วยพันธะฟอสโฟไดนามิค มันเกิดจากพอลินิวคลีโอไทด์สองตัวเรียงขนานกันในทิศทางตรงกันข้ามกัน

จับคู่และพันกันเป็นเกลียวขวาเหมือนบันไดวนที่เรียกว่า Double Helix (doublehelix) การจับคู่หรือการจับคู่ของสองสายของพอลินิวคลีโอไทด์ที่เกิดจากการจับคู่ระหว่างเบสพิวรีน

และไพริมิดีนเบสด้วยพันธะไฮโดรเจนกับ A พันธะสองพันธะถูกสร้างขึ้นเพื่อผูกกับ T (A = T) และ G สร้างพันธะสามพันธะเพื่อจับกับ C โดยมีน้ำตาลและหมู่ฟอสเฟตทำหน้าที่เป็นแกนนอกของโมเลกุล

Genetic material or DNA (deoxyribonucleic acid; DNA) is a nucleic acid that stores the genetic information of an organism. Most of the DNA is chromosomes located in the nucleus. Within the cells of a living organism, DNA has two important functions.

1. DNA replication

Living DNA has the ability to generate and replicate itself during the cell division process to produce DNA that is exactly the same as new cells.

2. RNA Transcription (Transcription)

DNA can be transcribed to form RNA (ribonucleic acid RNA) .The resulting RNA determines the formation of amino acids. In the process of protein synthesis

Proteins are used as essential structural elements within cells and as a biochemical catalyst or enzyme in living organisms. By doing two functions of DNA, organisms can inherit and sustain race.

DNA is made up of subunits called nucleotides, which are nitrogen-based compounds divided into two groups: the purine group, thymine; T), cytosine (C), and pyrimidine base groups, such as adenine (A), guanine (G)

Nitro-Gene base compound is combined with deoxyribose and phosphoric acid to form nucleotides in DNA. Therefore, there are four nucleotides based on the type of nitrophosphate: adenosine triphosphate (ATP).

Guanosine triphosphate (guano sine triphosphate; GTP), cytosine triphosphate (CTP), and thymidine triphosphate (TTP).

The sequence of the four nucleotides influences the multiplication. And differentiate sequences on the DNA strands Which are specific to each organism

The structure of DNA is made up of strands. Polynucleotide This is due to the connection of several nucleotides with a phosphodynamic bond. It is formed when two polynucleotides are parallel to each other in opposite directions.

DNAสารพันธุกรรม

เข้าsuperslot ทางเข้าpg

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

แรงและการเคลื่อนที่ ความรู้วิทยาศาสตร์

แรงและการเคลื่อนที่ ความรู้วิทยาศาสตร์ แรงและการเคลื่อนที่ ความรู้วิทยาศาสตร์ แรงหมายถึงสิ่งที่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่หรือเปลี่ยนตำแหน่งเช่นการเคลื่อนย้ายวัตถุที่หยุดนิ่ง หรือทำให้วัตถุที่เคลื่อนที่อยู่แล้วให้เคลื่อนที่เร็วขึ้นหรือช้าลง

เคยสังเกตไหมว่าเวลาเราผลักหรือดึงประตูหน้าต่างหรือแม้กระทั่งยกหนังสือยกกระเป๋าหรือรถเข็นทำไมประตูหน้าต่างถึงเปิดปิดได้ ทำไมหนังสือหรือกระเป๋าจึงถูกยกขึ้น? ทำไมรถหรือเก้าอี้รถเข็นจึงเคลื่อนที่? และอะไรทำให้วัตถุเราเรียกสิ่งนี้ว่าแรงเคลื่อน

Have you ever noticed that when you push or pull a door or a window, or even lift a book, a bag or a trolley, why the windows can open and close Why was the book or bag being raised? Why does a car or a wheelchair move? And what makes an object call this motion?

กองกำลังมีหลายประเภท เรามาทำความรู้จักกับประเภทของกองกำลังกัน

1.แรงย่อยหมายถึงแรงที่เป็นส่วนประกอบของแรงหลายอย่างเช่นการเล่นชักเย่อ แยกเป็นสองฝ่ายถ้าจำนวนคนเท่ากันถ้าทั้งสองฝ่ายออกแรงเท่ากันไม่มีฝ่ายใดชนะ แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกแรงมากกว่าอีกฝ่ายที่ออกแรงมากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะทันที

2.กำลังสุทธิคือผลรวมของกองกำลังย่อยทั้งหมดหรือผลรวมของกองกำลังย่อยสุดท้ายเช่นเดียวกับการชักเย่อ ฝ่ายซ้ายชนะ เนื่องจากผลของแรงสุทธิมีค่ามากกว่า

หากมีเพียงแรงเดียวมันจะแสดงตัวเองเป็นทั้งแรงย่อยและแรงสุทธิในตัวเอง ผลของแรงสุทธิเป็นศูนย์ จะทำให้สิ่งต่างๆหยุดนิ่งเช่นภาพของการออกแรงกระทำต่อวัตถุสองชิ้นด้วยแรงเท่ากัน.

3.แรงดึงคือแรงที่กระทำต่อวัตถุที่ทำให้มันเคลื่อนเข้าหาตัวเราเช่นเราดึงแขนแม่เข้าหาตัวเรา เราลากเก้าอี้เราดึงเสื้อผ้าจากราวตากผ้า คนที่เล่นชักเย่อเด็กลากรถเราลากควาย ฯลฯ

4.แรงผลักคือแรงที่กระทำต่อวัตถุที่ทำให้วัตถุนั้นเคลื่อนที่ออกไปจากเราเช่นผลักหน้าต่างผลักประตูเตะลูกฟุตบอลผลักลูกเทนนิสเป็นต้น

การใช้แรงผลักในการเคลื่อนที่และการเคลื่อนที่แตกต่างกันเช่นเมื่อเตะฟุตบอลที่กลิ้งไปข้างหน้าแล้ว เราเตะต่อไปโดยใช้แรงน้อยกว่าการเตะฟุตบอลในขณะพักสำหรับลูกบอลที่กลิ้งไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเราเราต้องใช้แรงผลักหรือเตะมากกว่าดังนั้นหากเราใช้แรงขับไล่กับวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกับตัวเรามันจะใช้แรงน้อยกว่าในการผลักวัตถุที่เคลื่อนเข้าหาเราหรือวิ่งเข้าหาเรา

The use of repulsion for movement and movement is different, for example when kicking a soccer that has already rolled forward. We keep kicking with less force than resting soccer kicks.For balls that roll in the opposite direction to us, we have to use more thrust or kick, so if we apply repulsion to an object that is moving in one direction. With us, it takes less force to push objects that are moving towards us or running towards us.

 

แรงทำให้วัตถุเปลี่ยนรูปร่างอย่างไร?

คุณรู้แล้วว่าจุดแข็งคืออะไร แรงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร?

ผลของการออกแรงไม่เพียงแค่ทำให้วัตถุเคลื่อนที่หรือหยุดเคลื่อนไหว แต่แรงยังส่งผลต่อการเสียรูปของวัตถุด้วยเช่นกระดาษยับยู่ยี่ จะยับยู่ยี่ไม่เรียบเมื่อเราทำงานหนักในการบีบหรือปั้นดินน้ำมันให้มีรูปร่างตามต้องการเราจะเห็นว่าดินน้ำมันมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างรูปทรงจะไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม วัตถุบางอย่างเมื่อออกแรงรูปร่างของมันจะเปลี่ยนไปชั่วคราว และจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเช่นฟองน้ำรัดยางสปริงบอลลูนเป็นต้น

The effect of exertion is not simply moving or stopping an object. But force also affects the deformation of objects such as crumpled paper. When we work hard to squeeze or shape the plasticine into the desired shape, we can see that the shape of the clay will not return to its original shape. Some objects, when exerted, their shape temporarily changes. And will return to be the same, such as sponge, rubber band, balloon spring, etc.

เข้าsuperslot ทางเข้าpg

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 116 แรงโน้มถ่วง ของโลก (Gravitational Force)

ตอนที่ 116 แรงโน้มถ่วง ของโลก (Gravitational Force) การปะทะกันเป็นพลังที่รุนแรงระหว่างประเทศรอบข้างซึ่งนำไปสู่ทิศทางการโจมตีของพวกเขาเอง

และในจักรวาลนี้ทุกระบบมีความรุนแรงส่งผลให้ทุกคนชักจูงหรือใช้ความชั่วร้ายของเขาเองไม่ว่าจะเป็น มันเป็นดาวดวงใหญ่ในจิจิหรือร่างกายของเรา ทางเข้าpg

มวล (Mass) คือปริมาณของสสารทั้งหมดที่ประกอบขึ้นเป็นวัตถุ ซึ่งไม่ว่าวัตถุจะไปที่ใดมวลจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง มวลมีหน่วยเป็นกิโลกรัม (Kg) แตกต่างจากน้ำหนัก (Weight) ซึ่งเป็นผลของแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อวัตถุ

และในทางวิทยาศาสตร์น้ำหนักเป็นทิศทางและเป็นปริมาณเวกเตอร์และเป็นสัดส่วนกับแรงโน้มถ่วงและมวลของวัตถุ หน่วยของมันคือนิวตัน (Newton) ซึ่งแตกต่างจากภาษาทั่วไปของเราสำหรับน้ำหนักเป็นกิโลกรัม

แรงโน้มถ่วง ของโลก (Gravitational Force)

ในจักรวาลถ้าร่างกายมีน้ำหนักบนดวงจันทร์จะมีผลกระทบที่แตกต่างจากน้ำหนักที่ชั่งบนโลกเนื่องจากแรงโน้มถ่วงบนดาวเคราะห์แต่ละดวงไม่เท่ากันและถ้าเรามีน้ำหนักประมาณ 100 ปอนด์ (45 กิโลกรัม)

In the universe, if the body is weighted on the Moon, it will have a different effect than the weight on Earth, because the gravity on each planet is not the same, and if we weigh about 100 pounds (45 kilograms).

โลกบนดวงจันทร์เรามีน้ำหนักเพียง 17 ปอนด์ (8 กิโลกรัม) มีน้ำหนักประมาณ 38 ปอนด์ (17 กิโลกรัม) 91 ปอนด์ (41 กิโลกรัม) บนดาวศุกร์และดาวยูเรนัส 253 ปอนด์ (115 กิโลกรัม)

บนดาวพฤหัสบดี 107 ปอนด์ (49 กิโลกรัม) บนดาวเสาร์และ 114 ปอนด์ (52 กิโลกรัม) บนดาวเนปจูน

on Jupiter, 107 pounds (49 kilograms). On Saturn and 114 pounds (52 kg) on ​​Neptune.

แรงโน้มถ่วงของโลกคือแรงโน้มถ่วงที่มวลของโลกกระทำต่อวัตถุโดยรอบ โดยดึงเข้าหาศูนย์กลางหรือแกนกลางของดวงดาว ทางเข้าpg

Earth’s gravity is the gravitational force that the Earth’s mass exerts on the surrounding objects. By pulling towards the center or the core of the stars

ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้าสัตว์มนุษย์หรือแม้แต่สภาพอากาศ พวกมันทั้งหมดถูกดึงดูดโดยแรงโน้มถ่วงของโลกและไม่กระจัดกระจายไปในอวกาศ

เช่นเดียวกับดาวเทียมและสถานีอวกาศที่มนุษย์ส่งไปโคจรรอบโลก รวมทั้งดวงจันทร์ซึ่งเป็นบริวารของดาวเคราะห์ด้วย ทางเข้าpg

Be it trees, grass, animals, humans or even the weather. They are all attracted by Earth’s gravity and are not scattered into space.

As well as satellites and space stations sent by humans to orbit the Earth Including the Moon, which is a satellite of the planets

โดยทั่วไปแรงโน้มถ่วงเป็นสัดส่วนกับขนาดมวลและระยะห่างระหว่างวัตถุ มวลย่อมส่งผลให้เกิดแรงโน้มถ่วงมากมายโดยเฉพาะวัตถุขนาดใหญ่

Gravity is generally proportional to the size, mass and distance between objects. Mass is responsible for a large amount of gravity, especially large objects.

เช่นดวงอาทิตย์ซึ่งมีมวลมากกว่าโลกของเราหลายล้านเท่า ดังนั้นจึงมีแรงโน้มถ่วงมากพอที่จะทำให้ดาวเคราะห์โคจรรอบตัวเอง

เช่นเดียวกับระยะห่างระหว่างมวลวัตถุที่อยู่ใกล้กันแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อกันมีค่ามากกว่าของวัตถุที่อยู่ห่างไกล ทางเข้าpg

ตอนที่ 116 แรงโน้มถ่วง

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 115 ไมเคิล ฟาราเดย์ ผู้ค้นพบการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า

ผู้ค้นพบการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า ไมเคิล ฟาราเดย์

ไมเคิล ฟาราเดย์

ไมเคิล ฟาราเดย์ เป็นนักฟิสิกส์และนักเคมีชาวอังกฤษผู้ค้นพบการเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้าและสร้างกฎของการแยกด้วยกระแสไฟฟ้า ที่สำคัญเขาคิดค้นเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวแรกที่ไม่ต้องการปฏิกิริยาทางเคมี Dynamo

ซึ่งเป็นต้นแบบของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าในปัจจุบัน ซึ่งนำไปสู่ความก้าวหน้าและการใช้ไฟฟ้าอย่างไม่สิ้นสุดนอกจากนี้เขายังคิดค้นสแตนเลสโดยการผสมเหล็กกับนิกเกิลเข้ากับสแตนเลสซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลาย

และเขายังเป็นผู้ค้นพบของเบนซินที่ค้นพบคลอรีนทำของเหลวเช่นเดียวกับคนที่กำหนดคำศัพท์ทางไฟฟ้าและเคมีจำนวนมากซึ่งยังคงใช้อยู่ในปัจจุบันเช่น lon, Electrode, Cathode และ Anode

ฟาราเดย์เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน เขาแทบไม่มีโอกาสทางการศึกษาเลย แต่ด้วยความตั้งใจจริงในการเป็นนักวิทยาศาสตร์เขาพยายามศึกษาด้วยตัวเอง ปีนขึ้นไปทีละน้อยทีละน้อยจากเด็กชายที่ผูกหนังสือพิมพ์

และซ่อมแซมหนังสือจนกระทั่งมีโอกาสเป็นผู้ช่วยนักวิทยาศาสตร์ในที่สุดเขาก็กลายเป็นศาสตราจารย์วิชาเคมีที่สถาบันพระมหากษัตริย์และมีความสำเร็จที่สำคัญทั้งในฟิสิกส์และเคมี

เป็นตัวอย่างที่น่านับถือในความพยายามของเธอที่จะเรียนรู้และเรียนรู้จากเด็กด้อยโอกาสเพื่อเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาแห่งการไฟฟ้า”

Michael Faraday, who discovered electromagnetic induction

Michael Faraday is a British physicist and chemist who discovered electromagnetic induction and created the law of electric separation. Importantly, he invented the first generator that does not require a chemical reaction. Dynamo

Which is the prototype of the current generator Which leads to endless progress and electricity usage. In addition, he invented stainless steel by mixing steel and nickel with stainless steel, which is widely used

And he is also the discoverer of benzene, which discovered chlorine to make liquids, as well as to people who have defined many of the electrical and chemical terms that are still in use today, such as lon, electrode, cathode, and anode.

Faraday was born into a poor family. He has almost no educational opportunity. But with the real intention of being a scientist, he tried to study by himself. Climb up little by little from the boys that bind newspapers.

And repaired the book until having the opportunity to be an assistant to a scientist. He eventually became a professor of chemistry at the Crown Institute and had important achievements in both physics and chemistry.

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 115 สองพี่น้องผู้สร้างเครื่องบิน

สองพี่น้องผู้สร้างเครื่องบิน

ประวัติ ตระกูลไรต์ สองพี่น้องผู้สร้างเครื่องบิน

สองพี่น้องผู้สร้างเครื่องบิน

สองพี่น้องผู้สร้างเครื่องบิน วิลเบอร์ ไรต์ (Wilbur Wright) และออวิลล์ ไรต์ (Orville Wright) เป็นนักบินวิศวกรและนักประดิษฐ์ของสองพี่น้องผู้ประดิษฐ์เครื่องบินและนำไปบินเป็นครั้งแรกในโลก พี่น้องตระกูลไรท์ผู้ซึ่งเพิ่งเรียนในโรงเรียนมัธยมได้ใช้เวลาว่างในการเป็นเจ้าของโรงพิมพ์และโรงงานจักรยาน

เพื่อทำให้ความฝันของมนุษยชาติในการบินขึ้นไปในอากาศเหมือนนกเป็นเวลาหลายพันปีเป็นจริง พวกเขาได้ทำการศึกษาอย่างจริงจัง สร้างเครื่องบินต้นแบบหลายลำดำเนินการทดลองหลายพันครั้งด้วยความกล้าหาญและความพยายามผ่านความล้มเหลวมากมายจนเกือบหมดกำลังใจ

ก่อนที่พวกเขาจะประสบความสำเร็จในที่สุดคือการเริ่มต้นเที่ยวบินเชิงพาณิชย์ที่ทำให้สะดวกรวดเร็วและปลอดภัยในการเดินทางข้ามประเทศจนถึงทุกวันนี้ พวกเขาเป็นนักประดิษฐ์ที่โลกชื่นชมและจะไม่มีวันลืม

พี่น้องตระกูลไรท์เป็นชาวอเมริกัน วิลเบอร์เกิดเมื่อปี 2410 ในมิลวิลล์ Orville เกิดที่เดย์ตันซึ่งมีอายุน้อยกว่าวิลเบอร์ 4 ปี ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันและอยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก พ่อของพวกเขาเป็นศิษยาภิบาลที่เดินทางตลอดเวลา

ครอบครัวจึงต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยครั้ง จนกระทั่งย้ายอย่างถาวรไปยังเดย์ตันในปี 1884 แม่ของพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์กลไกที่สืบทอดมาจากพ่อของเธอซึ่งมีอาชีพคาราวาน สองพี่น้องผู้สร้างเครื่องบิน

History of the Wright brothers

The brothers who built the plane, Wilbur Wright and Orville Wright, were pilots, engineers and inventors of the brothers who invented the plane and flew for the first time in the world.

The Wright brothers, who have just studied in high school, have spent their free time owning a printing house and bicycle factory.

To make mankind’s dream of flying into the air like a bird for thousands of years They have conducted serious studies. Build a prototype plane, carry out thousands of experiments with courage and effort through so much failure that almost discouraged.

Before they finally succeeded, it was the beginning of a commercial flight that made it convenient, fast, and safe to travel across the country to this day. They are inventors that the world admires and will never forget.

The Wright brothers are Americans. Wilbur was born in 1867 in Milville. Orville was born in Dayton, 4 years younger than Wilber. They have been friends and have been together since childhood. Their father is a pastor who travels all the time.

Families therefore have to relocate often. Until permanently moved to Dayton in 1884, their mother had the knowledge of mechanical devices inherited from her father who had a caravan career. Two brothers who built the plane

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 104 เจ้าชายแห่งคณิตศาสตร์

เจ้าชายแห่งคณิตศาสตร์

ประวัติโยฮันน์ คาร์ล เจ้าชายแห่งคณิตศาสตร์

เจ้าชายแห่งคณิตศาสตร์

โยฮันน์ คาร์ล ฟรีดริช เกาส์ (Johann Carl Friedrich Gauss)นักคณิตศาสตร์ “เจ้าชายแห่งคณิตศาสตร์” (Prince of Mathematics) ซึ่งมีผลงานดีเด่นในหลายสาขารวมถึงทฤษฎีจำนวนพีชคณิตสถิติคณิตศาสตร์เชิงวิเคราะห์เรขาคณิตเรขาคณิตทฤษฎีตัวชี้วัด

ยีออเดซี, ธรณีฟิสิก, ส์กลศาสตร์, ไฟฟ้าสถิตย์ และดาราศาสตร์ เกาส์เป็นอัจฉริยะกับไอน์สไตน์ เขาจะค้นหาความรู้ที่สำคัญและค้นหาการคำนวณใหม่ ๆ ที่เป็นพื้นฐานของหัวเรื่องนั้นโดยไม่คำนึงถึงหัวข้อ นอกจากนี้เกาส์ยังมีผลงานทางดาราศาสตร์และฟิสิกส์ที่ยอดเยี่ยม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อไปยกย่องความสามารถและการทำงานของเขาโดยใช้ชื่อของเขาเป็นหน่วยความหนาแน่นฟลักซ์แม่เหล็กหรือการเหนี่ยวนำแม่เหล็ก Gauss (G)

เกาส์เป็นชาวเยอรมันเกิดเมื่อปี 1777 ที่เมืองเบราน์ชไวค์ (Brunswick) ประเทศเยอรมันในครอบครัวยากจน แม่ของเกาส์เป็นคนฉลาดแต่ไม่รู้หนังสือ เป็นแม่บ้าน ส่วนพ่อทำงานรับจ้างใช้แรงงาน

ครอบครัวของเกาส์ไม่เคยมีเงินพอใช้ แต่เกาส์เป็นเด็กอัจฉริยะคิดเลขเป็นก่อนพูดได้ ตอนสามขวบเคยบอกพ่อให้แก้ไขการคำนวณค่าจ้างคนงานที่พ่อคิดผิด ตอนอายุ 7 ปี

History of Johann Karl, Prince of Mathematics

Johann Carl Friedrich Gauss, mathematician “Prince of Mathematics”, which has outstanding results in many fields, including number theory, algebra, statistics, analytical mathematics, geometry, metric theory

Yee Odyssey, Geophysics, Mechanics, Static Electricity and Astronomy Gauss is a genius with Einstein. He will search for important knowledge and search for new calculations that are the basis of the subject, regardless of the subject. In addition, Gauss also has excellent astronomy and physics work.

In particular, the electric and magnetic fields, the next generation of scientists praised his ability and his work by using his name as a magnetic flux density unit or magnetic induction Gauss (G).

Gauss is a German born in 1777 in Brunswick, Germany, in a poor family. Gauss’s mother is intelligent but illiterate, is a housewife, while his father works as a laborer.

Gauss’s family has never had enough money. But Gauss is a genius boy, calculating numbers before speaking When I was three years old I told my father to correct the calculation of the wage that the father was wrong at the age of 7 years

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 103 เจมส์ วัตต์ นักประดิษฐ์ชาวสกอตแลนด์

เจมส์ วัตต์

ประวัตินักประดิษฐ์ชาวสกอตแลนด์ เจมส์ วัตต์

เจมส์ วัตต์

เจมส์ วัตต์ เป็นนักประดิษฐ์และวิศวกรเครื่องกลผู้พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำจนทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพสูงเป็นต้นแบบให้กับเครื่องยนต์ใช้น้ำมันในปัจจุบัน เครื่องจักรไอน้ำของเขาได้รับความนิยมและถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆมากมายจนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อการปฏิวัติอุตสาหกรรมทั้งในประเทศอังกฤษและทั่วโลก

นอกจากนี้เขายังเป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องจักรและอุปกรณ์อีกหลายอย่าง รวมทั้งเป็นผู้คิดและริเริ่มการใช้หน่วยแรงม้า (Horsepower) สำหรับวัดกำลังของเครื่องจักรที่ยังใช้งานจนถึงปัจจุบัน ชื่อ “วัตต์ (watt – W)” ถูกนำไปใช้เป็นหน่วยของพลังงานเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาในฐานะนักประดิษฐ์คนสำคัญของโลก

เกิดในปี 1736 ในเมืองกรีนล็อคประเทศสกอตแลนด์ พ่อของฉันเป็นนักเดินเรือ สำหรับแม่ที่มีการศึกษาดีในวัยเด็กของเขาเขามีสุขภาพไม่ดีมักจะป่วยและศึกษาที่บ้านกับแม่และพ่อของเขาสอน เมื่อเขาโตขึ้นเขาก็ไปโรงเรียน วัตต์เก่งในวิชาคณิตศาสตร์

สำหรับหลักสูตรภาษามันไม่สำคัญเลย แต่การศึกษาที่สำคัญและเส้นทางสู่ชีวิตของเขาเป็นช่วงเวลาที่เขาช่วยทำงานที่โรงงานพ่อของเขาที่นั่นเขาได้เรียนรู้และทำงานกับเครื่องมือและอุปกรณ์มากมาย และเริ่มแสดงความสามารถและพรสวรรค์ในการประดิษฐ์เครื่องมือทางวิศวกรรมเหล่านั้น

James Watts History

James Watts is an inventor and mechanical engineer who developed steam engines so that they work well with high efficiency as a prototype for today’s oil-powered engines.

In addition, he is the inventor of many other machinery and equipment. As well as the inventor and the author of the Horsepower unit for measuring the power of the machine that is still in use today.

His steam engines were popular and used in many industries, which became a major driver of the industrial revolution both in England and around the world.

In addition, he is the inventor of many other machinery and equipment. As well as the inventor and the author of the Horsepower unit for measuring the power of the machine that is still in use today.

Born in 1736 in Green Lock, Scotland. My father is a navigator For a well-educated mother in his childhood, he is in poor health, often becomes ill and studies at home with his mother and father. When he grew up he went to school. Watts excelled in mathematics.

For language courses, it doesn’t matter at all.  And began to show the talents and talents in the creation of those engineering tools

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 102 เฟรเดอริก แซงเจอร์ ผู้ค้นพบโครงสร้างของโปรตีนอินซูลิน

เฟรเดอริก แซงเจอร์

ผู้ค้นพบโครงสร้างของโปรตีนอินซูลิน เฟรเดอริก แซงเจอร์

เฟรเดอริก แซงเจอร์

เฟรเดอริก แซงเจอร์ เป็นนักชีวเคมีชาวอังกฤษเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีสองครั้งหลังจากเขาจบการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

ได้ทำการค้นคว้าโครงสร้างของโปรตีนอินซูลินโดยเฉพาะที่เขาทำการวิจัยเป็นเวลา 12 ปี ในที่สุดเขาก็สามารถค้นพบโครงสร้างอินซูลินที่ถูกต้องได้สำเร็จ งานนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปีพ. ศ. 2501 และการค้นพบของแซงเจอร์ก็มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแนวคิดของการจำแนก DNA โปรตีนของฟรานซิสคริก

ต่อมาแซงเจอร์เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของการจัดลำดับโมเลกุลของ RNA และเริ่มพัฒนาเทคนิคการหาลำดับ จากนั้นเขาก็หันไปศึกษาลำดับดีเอ็นเอซึ่งต้องการวิธีการที่แตกต่างกัน เขาศึกษาในหลาย ๆ ด้าน จนกระทั่งปี 1977

เขาค้นพบวิธีการเรียงลำดับดีเอ็นเอที่เรียกว่า “วิธีการแซงเจอร์” ซึ่งสามารถเรียงลำดับสายยาวของดีเอ็นเอได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ งานนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีอีกครั้งในปี 1980 กับ Walter Gilbert และ Paul Berg นอกจากนี้แซงเจอร์ประสบความสำเร็จในการให้คำปรึกษานักศึกษาปริญญาเอก ในหมู่นักเรียนของเขาที่มีมากกว่า 10 คนขึ้นไป 2 คนได้รับรางวัลโนเบล

The discoverer of the structure of the insulin Frederick Sanger protein

Frederick Sanger is the only British biochemist in history to receive the Nobel Prize in Chemistry twice after he graduated with a Ph.D. In Biochemistry from Cambridge University.

Has researched the structure of the insulin protein, especially which he had researched for 12 years, finally he was able to successfully find the correct insulin structure This work earned him the Nobel Prize in Chemistry for 2017. 1958, and Sanger’s discovery plays an important role in the development of the concept of the classification of proteins by Francis Crick.

Later, Sanger began to study the possibility of molecular sequencing of RNA and began to develop sequencing techniques. He then turned to study the DNA sequence, which needed different methods.

He discovered a method of sequencing DNA called “Sanger method” which can quickly and precisely sort long strands of DNA This work earned him the Nobel Prize in Chemistry again in 1980 with Walter Gilbert and Paul Berg. In addition, Sanger succeeded in consulting PhD students. Among his students with more than 10 people, 2 people received the Nobel Prize.

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE

ตอนที่ 85 มักซ์ พลังค์ บิดาแห่งทฤษฎีควอนตัม

มักซ์ พลังค์

บิดาแห่งทฤษฎีควอนตัม มักซ์ พลังค์

มักซ์ พลังค์

มักซ์ พลังค์ เป็นนักฟิสิกส์เชิงทฤษฎีที่ค้นพบลูกบาศก์พลังงานขนาดเล็กที่เรียกว่า “พลังงานควอนตั้ม” และเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาทฤษฎีควอนตัมซึ่งเป็นเสาหลักของฟิสิกส์ในปัจจุบันและทฤษฎี สัมพัทธภาพของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

การประดิษฐ์กฎกัมมันตภาพรังสีดำของพลังค์ไม่เพียง แต่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์เท่านั้น แต่ได้รับกลายเป็นพื้นฐานของทฤษฎีควอนตัมพลังค์ได้ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้งในฐานะนักฟิสิกส์เชิงทฤษฎีและอาจารย์มหาวิทยาลัย

แต่น่าเศร้าในช่วงสุดท้ายของชีวิตเขาต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมของครอบครัวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ นักฟิสิกส์อัจฉริยะผู้ซึ่งเป็นที่รู้จักในนาม “บิดาแห่งทฤษฎีควอนตัม” จึงต้องอยู่ในสภาพสิ้นหวังจนกระทั่งสิ้นสุดชีวิต

มักซ์ พลังค์ เป็นชาวเยอรมันที่เกิดในปี 1858 ใน Kiel ทางเหนือของเยอรมนีในครอบครัวของปัญญาชน ปู่ทวดและปู่เป็นอาจารย์ด้านเทววิทยาพ่อของเขาเป็นศาสตราจารย์ด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยคีล และลุงของเขาเป็นผู้พิพากษาคนอื่น ในปี 1867

ครอบครัวย้ายไปมิวนิคเพราะพ่อของเขาเป็นอาจารย์ที่นั่น พลังค์เข้าโรงเรียนมัธยมที่โรงยิม Maximilians ครูคณิตศาสตร์คนหนึ่งชื่อเฮอร์มันน์มิลเลอร์เห็นอัจฉริยะทางคณิตศาสตร์ของพลังค์จึงสอนวิชาดาราศาสตร์และกลไกเป็นกรณีพิเศษ และนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เรียนรู้กฎของฟิสิกส์ที่ปูทางสำหรับนักฟิสิกส์ผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต

Father of the Max Planck quantum theory

Max Planck is a theoretical physicist who discovered a small energy cube called “Quantum Energy” and pioneer of the study of quantum theory, which is the pillar of today’s physics and theory The Relativity of Albert Einstein

Planck’s invention of the black radioactivity law not only But only received the Nobel Prize in Physics But has become the basis for quantum theory. Planck has achieved great success both as a theoretical physicist and a university professor.

But sadly, in the final days of his life, he had to face the tragedy of his family during World War I. A genius physicist known as “The father of quantum theory” must therefore remain hopeless until the end of life.

Max Planck is a German born in 1858 in Kiel, northern Germany, in a family of intellectuals. His great-grandfather and grandfather were theology professors, his father being a law professor at Kiel University. And his uncle was another judge in 1867.

The family moved to Munich because his father was a teacher there. Planck attended high school at the gym Maximilians, a mathematics teacher named Hermann Miller saw Planck’s mathematical genius and therefore taught astronomy and mechanics a special case. And this is the first time he has learned the laws of physics that have paved the way for future great physicists.

ติดตามเพิ่มเติมได้ : ที่นี่

ขอบคุณข้อมูลจาก : GOOGLE